3 Performance สำหรับคนทำงานทุกคน

Performance ที่ต้องมีแล้วชีวิตจะเติบโต

Performance เป็น A+++

สำหรับคนทำงานแล้วการถูกประเมินผลการทำงานในช่วงกลางปี และปลายปีนั้น นับเป็นเรื่องปรกติที่เราจะต้องโดนประเมินอยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญในการกำหนดเป้าหมายผลงานของตัวเองตั้งแต่ต้นปี หรือบางคนไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเขาวัดผลงานหรือ Performance ของตัวเราเรื่องอะไรบ้าง แล้ว Performance อะไรที่ต้องส่งมอบให้กับบริษัทบ้าง ยิ่งเป็นน้องๆที่เริ่มทำงานมาไม่นาน หลายครั้งก็มักจะไม่มีใครสอน และมารู้ตัวเองอีกทีตอนโดนประเมิน Performance ประจำปี ที่ไม่ค่อยดีเสียแล้ว

ทุกบริษัททุกองค์กร ณ โลกแห่งทุนนิยมในปัจจุบันนั้น มีการวัด Performance ไม่ได้แตกต่างกันมาก ขอให้เราเข้าใจหลักการนี้ แล้วนำไปตั้งเป็นเป้าหมายผลงานที่ต้องทำ ชีวิตคนทำงานอย่างเราๆ ก็อาจจะไม่ลำบากยากเย็นจนเกินไป สำหรับการเดินอยู่บนเส้นทางของความสำเร็จ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ต้องการของทุกๆองค์กรที่เราทำงาน

1 ] Marketing Performance : (Direct Performance & Indirect Performance)

เป็นเป้าหมายที่ทุกองค์กรต้องการมากที่สุด คือ ตัวเลขยอดเงินรายได้ และกำไร เพราะธุรกิจทำไปเพื่อมุ่งหวังผลที่เติบโตยั่งยืน หากคุณเป็นคนในกลุ่มที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจ คุณก็จะอยู่ด้านบนสุดของยอดพีระมิด เป็นพนักงานหัวกะทิ

ซึ่งเราแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ผลงานการสร้างเม็ดเงินแบบตรง (Direct Performance) และผลงานการสร้างเม็ดเงินแบบอ้อม (Indirect Performance)

Direct Performance 

เป็นการสร้างผลงานยอดขายของเราเอง ผ่านการลงมือทำงานของตนเอง เช่น หากคุณเป็นทีมการตลาด ทีมขาย ทีมที่มีส่วนในการปิดการขาย หรือทีมทำแคมเปญ
ข้อนี้หากคุณมีหน้าที่เกี่ยวกับงานขายคงไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้างยอดเงินได้ ยอดดีผลงานดี การประเมินย่อมดีแน่นอน ผลงานก็ควรจะเป็นซัก 4-10 เท่าของเงินเดือน

ซึ่งอาจจะดูจาก *EBIT (คือ รายได้ – ต้นทุนขาย – ค่าใช้จ่ายในการขาย – ค่าใช้จ่ายในการบริหาร) เราก็ดูว่าบริษัทเรามี EBIT เท่าไหร่ ซึ่งเป็นกำไรขั้นต้น เช่น EBIT = 20% แสดงว่าเราสร้างยอดมาที่ 1 ล้านบาท กำไรขั้นต้นเข้าบริษัท คือ 2 แสนบาท เป็นต้น

ซึ่งถ้าเรามีเงือนเดือนที่ 3 หมื่นบาท เราทำกำไรให้บริษัท 2 แสนบาทต่อเดือน ก็เท่ากับเราสร้างผลงานมากกว่าเงินเดือน 6 เท่า เป็นต้น

ซึ่งหากเราเป็นเจ้าของบริษัท แล้วเห็นพนักงานคนนึงเป็นผู้สร้างกำไรให้บริษัทเติบโต เราในฐานะเจ้านายย่อมให้ผลตอบแทนที่ดีกลับไปให้กับพนักงานคนนั้นแน่นอน

หรือทางที่ดี เราก็ควรสร้างผลงาน ให้มากเท่าที่เราสามารถควบคุมให้มีการเติบโตแบบเป็นกราฟขาขึ้นไปได้ในทุกๆปี

แต่หากเป็นคนที่ไม่มีหน้าที่โดยตรง เรื่องของการปิดการขายกับลูกค้า เราจะทำอย่างไร?
คำตอบก็คือ “โปรเจค” ซึ่งเป็นความโชคดีที่ในสมัยนี้ ที่ทุกองค์กรนิยมทำโปรเจคใหม่ๆ เพื่อวางโครงการที่จะเพิ่มยอดขายให้เติบโตได้ในอนาคต ผ่านกระบวนการสร้างโปรเจค โดยให้พนักงานในทุกส่วนได้มีโอกาสคิดโครงการใหม่ๆ และให้ทรัพยากรทั้ง เงิน ทีมงาน หรือเวลา เพื่อทดลองดำเนินการว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือไม่อย่างไร

นี่คือโอกาส สำหรับพนักงานที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการสร้างยอดขาย ได้มีโอกาสในการลองสร้าง Direct Performance ให้ตนเองและทีมงาน

Indirect Performance 

เป็นการสร้างผลงานยอดขายทางอ้อม ด้วยกิจกรรมการทำงานของเรา ซึ่งถือเป็นการหารผลงาน จากการที่เราไปมีส่วนร่วมในภาพรวมของการทำตลาด เช่น งานทำสื่อสนับสนุนงานขาย งานทำข้อมูลโปรโมชั่น งานติดต่อประสานงาน เป็นต้น

ซึ่งเราอาจมีส่วนในผลงาน 0.01% – 10% ขึ้นอยู่ว่าเรามีส่วนสนับสนุนยอดขายก้อนนั้นแค่ไหน ซึ่งเอาจริงๆ สำหรับผมแล้วผลงานหมวดสนับสนุนนี้ มีผลน้อยมากต่อการพิจารณาผลงาน Performance มีผลน้อยแต่ก็ต้องมี เพราะงานคุณนั้นต้องไปสนับสนุนใครบางคนแน่นอน

2] Leader Performance : (สอนคน & สร้างทีม)

ภาวะผู้นำเป็นคุณสมบัติสำคัญ สำหรับการเติบโตขึ้นมาอีกขั้น โดยผู้นำไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตัวอย่างเพียงเดียว แต่เป็นการถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่ตนเองมี ให้กับผู้อื่นในองค์กร

การสอนคนเป็น เป็นความสามารถที่ต้องฝึกฝน เพราะหลายครั้งเรามักจะพบเจอคนที่ทำงานเก่งกาจมากๆ แต่ไม่สามารถสอนคนอื่นให้เก่งขึ้นได้ ซึ่งพนักงานแบบนี้จะมีเพดานการเติบโต เพราะการขึ้นเป็นหัวหน้า หรือผู้นำ ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ การสร้างทีมให้เก่งกาจทั้งทีม ไม่ใช่การฉายเดี่ยวอีกแล้ว

สุดท้าย เราจะเติบโตได้แค่ไหน ก็ให้ดูว่าเราสร้างคน สร้างทีม ให้เติบโต และมีความสามารถในการทำข้อ 1 ได้แค่ไหน มันคือ การสร้างผลงานแบบทวีคูณ จากเวลาและความสามารถของทุกคนในทีม

ผลงานรวมของทีม = เวลาของทุกคนในทีม X (ความสามารถของแต่ละคน นำมาบวกกัน+)

ซึ่งเวลาในการทำงานมีคงที่ในแต่ละวัน แต่เราสามารถเพิ่มกำลังการทวีคูณได้ จากความสามารถที่มีเพิ่มขึ้นในสมาชิกแต่ละคนของทีม

3] Learning Performance : (เรียนรู้ทุกวัน & เก่งขึ้นทุกปี)

Performance ในข้อนี้ องค์กรอาจจะไม่ได้มีการชี้วัดอย่างชัดเจน ว่าคุณต้องไปเรียนอะไรแค่ไหน อาจจะมีแค่คอร์สเรียนที่ใส่ให้พนักงานแบบภาพรวม ที่เป็น Mandatory เป็นกรอบ กว้างๆ เอาไว้ไม่กี่เรื่อง แต่ตัวเราเอง ที่ต้องตั้งเป้าหมายที่จะเก่งเป็นมืออาชีพในเรื่องใด และวางแผนการเรียนรู้ในแต่ละวัน แต่ละเดือน ด้วยตัวเราเอง

คำว่า เก่งขึ้นในทุกๆปี เกิดขึ้นจากการลงมือทำในทุกๆวัน มันคือ การสะสมความรู้ความสามารถ เป็นการลงทุนในตัวเอง ที่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุดในโลก

วันนี้คุณอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นปีๆ ผู้คนในองค์กรจะรับรู้ได้ถึงความสามารถของคุณ จากผลงานที่ปรากฏ และต่อให้หลายๆคนอยากจะพยายามเก่งเท่าคุณ พวกเขาก็ต้องลงทุนในเวลาเพื่อการพัฒนาเช่นเดียวกับคุณ ที่ต้องทุ่มเทเวลาเพื่อไปเรียนรู้ เพราะมันไม่มีทางลัด “ประสบการณ์ต้องใช้เวลาในชีวิตแลกมา”

และสิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ การเลือกเรื่องที่จะไปเรียนรู้ เพราะเวลาของคนเรามีจำกัด

“เป้าหมายสุดท้ายของชีวิต” จึงสำคัญ

บทความโดย : สายัณห์ บุญอาจ | Sayan Bunard
“ชีวิตคือศิลปะแห่งการเติบโต Growth Is Life”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save